วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กำเนิดดอกบานเย็น


บานเย็น
ชื่อสามัญ : Four-o clock, Marvel of Peru

บานเย็นเป็นไม้ดอกล้มลุกที่มีอายุหลายปี 
วงศ์เดียวกับเฟื่องฟ้า
เจริญเติบโต เป็นพุ่ม สูงได้ถึง 1 เมตร กิ่งเปราะ 
ใบเป็นรูปหัวใจ ปลาย แหลม 

ดอกบานเย็น ที่ฝรั่งเรียกเล่น ๆว่า Four O' Clock  
ซึ่งหมายถึง ดอกไม้ที่บานช่วง 4  โมงเย็น 


 
ดอกออกเป็นช่อตรงปลายกิ่ง ช่อละ 4 - 5 ดอก 
ลักษณะเป็นรูปกรวย ปลายบาน แยกเป็น 5 กลีบ 
ขนาด ดอกประมาณ 1 นิ้ว มีหลายสี 
สีเดิมคือสีชมพูอมม่วงสดใส 
ทำให้คนนิยมเรียกสิ่งที่มีสีชมพูอมม่วงแบบนี้ว่า
สีดอกบานเย็น หรือสีบานเย็น 


  
...


ปัจจุบันดอกบานเย็นมีเพิ่มขึ้นหลายสี 
ได้แก่ ชมพู ขาว เหลือง ส้ม
 
และแม้กระทั่งสองสีในดอกเดียวกัน 
ดอกจะเริ่มบานในตอนเย็นและหุบในช่วงเช้า มีกลิ่นหอม 
ดอกออกเมื่อโตเต็มที่แล้ว 



เมื่อดอกโรยจะมีผลกลมกลมคล้ายเม็ดพริกไทย 
ผิวขรุขระ เมื่อแก่มีสีดำ มีเมล็ด ๑ เมล็ด
เมล็ดบานเย็นมีรูปร่างค่อนข้างกลม 
ภายในมีแป้งสีขาวเป็นผงละเอียด 
ผู้หญิงไทยรู้จักใช้ผัดหน้าให้ผิวสวยและไม่เป็นสิว 
ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๒ เรื่อง อิเหนาตอนหนึ่งว่า

      ลางนางบ้างเก็บลูกบานเย็น   มาผัดหน้าทาเล่นไม่เป็นสิว

นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณ : ใช้เป็นยาขับเหงื่อ แก้ไข้ระงับความร้อนด้วย

 ...


บานเย็นเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิด
ในอเมริกาเขตร้อน เม็กซิโก เปรู 
แต่นิยมปลูกในบ้านเรามานานแล้ว 
ขยาย พันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
หรือตัดหัวพันธุ์มาปลูก



(ข้อมูลจาก http://student.nu.ac.th/gardensandflowers/010106.asp,
http://guru.sanook.com/ 

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

       

 ลีลาวดี หรือ ลั่นทม  (Frangipani, Plumeria, Templetree) เป็นไม้ดอกยืนต้นในสกุล Plumeria มีหลายชนิดด้วยกัน เมื่อก่อนบางคนมีความเชื่อว่า ไม่ควรปลูกต้นลั่นทมในบ้าน เนื่องจากมีชื่อเป็นอัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า 'ระทม' ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ แต่ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อใหม่ ว่า ลีลาวดี และนิยมปลูกกันแพร่หลายอย่างมาก ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ ได้แก่ จำปา, จำปาลาวและจำปาขอม เป็นต้น
ลีลาวดี เป็นไม้ที่นำมาจากเขมร ทางภาคใต้ เรียกชื่อว่า "ต้นขอม" "ดอกอม"  เล่ากันว่า ไม้นี้นำเข้ามาปลูกในไทย เมื่อคราวไปตีนครธม ได้ชัยชนะ นำต้นไม้นี้เข้ามาปลูก และเรียกชื่อเป็นที่ระลึกว่า "ลั่นธม" "ลั่น" แปลว่ ตี เช่น ลั่นฆ้อง ลั่นกลอง "ธม" หมายถึง "นครธม" ภายหลัง "ลั่นธม" เพี้ยนเป็น "ลั่นทม"
         ลีลาวดี เป็นพืชนิยมปลูกเพราะดอกมีสีสันหลากหลาย สวยงาม ได้แก่ขาว เหลืองอ่อน แดง ชมพู ฯลฯ บางดอกมีมากกว่า 1 สี
ลีลาวดี เป็นไม้ประดับที่มีผู้สนใจปลูกกันอย่างมากในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากติดใจในความงามของทรงต้น ใบ และดอกที่มีหลากสีสัน โดยเมื่อนำมาปรับปรุงพันธุ์แล้วจะได้สีที่แปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดอกยังมีกลิ่นหอม อีกประการหนึ่งคือลีลาวดีเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก อีกทั้งมีคุณสมบัติใช้เป็นสมุนไพร
        ในอดีตไม้ชนิดนี้จะไม่นิยมปลูกในบ้านเรือนเลย เพราะเนื่องจากความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับความหมายของชื่อเดิมคือ “ลั่นทม” ทำให้ลั่นทมมีปลูกไว้เฉพาะในวัด และตามโบราณสถานต่าง ๆ ในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมาหลังจากเป็นที่รู้จักและคุ้นหู
         ในนามของ “ลีลาวดี” เพียงเท่านี้ต้นลีลาวดีก็เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะในการจัดภูมิทัศน์และจัดสวนทั้งสวนในบ้าน  บริเวณตึก อาคาร รีสอร์ท สถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่ต่าง ๆ  นอกจากนี้ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ความต้องการลีลาวดีขยายตัวคือ การขยายตัวของธุรกิจสปา ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่าในสถานประกอบการ สปานั้นนิยมนำดอกลีลาวดีมาเป็นไม้ประดับ เนื่องจากความสวยงามของรูปทรง สีสันและกลิ่นหอมเย็น
          ด้วยราคาที่สูงอย่างต่อเนื่องของลีลาวดี ทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกลีลาวดีเพื่อการค้ากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เนื่องจากลีลาวดีต้นใหญ่นั้นหาได้ยากขึ้น ซึ่งเกษตรกรที่มีต้นลีลาวดีทั้งต้นใหญ่ กิ่งชำ และเมล็ด ก็จะมีลูกค้าไปติดต่อขอซื้อกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้แก่เกษตรกร 
ในสมัยก่อน มีต้นลั่นทมเพียง 2 สายพันธุ์คือ
1. ลั่นทมขาว   อย่างที่เห็นกันตามวัดวาอาราม  ลั่นทมขาวจะชอบแดด มีความสูงตั้งแต่ 3 - 7 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านดูอวบ มีสีน้ำตาลปนเทาเป็นใบเดี่ยวรูปคล้ายหอก ยาว 20 - 30 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่ง ดอกมีสีขาวรูปกรวย มีกลีบดอก 5 กลีบ จะมีกลิ่นหอมมากมีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศเม็กซิโก
2. ลั่นทมแดง ทุกอย่างจะเหมือนลั่นทมขาว ยกเว้นใบ ที่บางครั้ง จะออกสีเขียวเข้ม ดอกมีสีแดงทั้งดอก ก้านออกเป็นสีม่วงแดง ดอกมีกลิ่นหอมทั้งสองชนิดมีอายุยืน ตั้งแต่ 50 ถึง 100 กว่าปี
ดอกลีลาวดี ยังเป็นดอกไม้ประจำชาติ ของประเทศลาว โดยส่วนมากจะขึ้นอยู่ตอนเหนือของประเทศ ไทยทางขึ้นพระธาตุที่เมืองหลวงพระบาง
ความเชื่อคนโบราณมีความเชื่อว่า ต้นลั่นทมนั้น ไม่ควรปลูกในบ้าน ด้วยมีชื่ออัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า ระทม ซึ่งแปลว่าเศร้าโศก ทุกข์ใจ, จึงได้มีการเรียกชื่อเสียใหม่ให้เป็นมงคล ว่า ลีลาวดี ทั้งนี้ไม่ได้มีการกำหนดเปลี่ยนชื่อแต่อย่างใดมีความเข้าใจผิดกันว่า ลีลาวดี นั้นเป็นชื่อพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ เป็นเพียงความเข้าใจผิดเพราะเป็นชื่อพระราชทานจาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
       ลีลาวดี ถ้าแปลตามความหมายตามอักษรแล้ว ก็คือต้นดอกไม้ที่มีท่วงท่าสวยงามอ่อนช้อย ไม้นี้เดิมเรียก ลั่นทม เป็นไม้ยืนต้นในเขตร้อนที่เห็นทั่วๆไปมีดอกสีขาว แดง ชมพู ชื่อเดิมของพันธ์ไม้นี้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าคำนี้มาจากคำว่า ระทม ซึ่งหมายถึงความเศร้าโศกจึงไม่เป็นที่โปรดปรานปลูกในบริเวณบ้านหรือที่อยู่อาศัย แต่แท้ที่จริงแล้วมีผู้มีความรู้ด้านภาษาไทยกล่าวถึงคำว่า  ลั่นทมลั่นทม ที่เรียกกันแต่โบราณหมายถึง การละแล้วซึ่งความโศกเศร้าแล้วมีความสุข ดังนั้นคำว่า ลั่นทมแท้ที่จริงนั้นเป็นคำผสมจาก ลั่น+ทมโดยคำแรกหมายถึง แตกหัก ละทิ้ง และคำหลังหมายถึงความทุกข์โศก
        ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนชื่อมาเป็นลีลาวดีเนื่องจากความเข้าใจในภาษาคลาดเคลื่อน แต่ชื่อใหม่นั้นก็ความไพเราะสมกับท่วงท่าของลำต้นมีตำนานเล่าขานถึงที่มาของลีลาวดีในลักษณะต่างๆกันอย่างไรก็ตามพันธ์ไม้นี้ตามหลักสากล ได้ถูกเรียกชื่อว่า ฟรังกีปานี (frangipani)และเรียกกันทั่วๆไปว่า พลูมมีเรีย (plumeria)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ชื่อวงศ์ : Apocynaceae
ชื่อสามัญ :  Frangipani , Pagoda tree, Temple tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plumeria spp.

ลีลาวดีมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา พบในบริเวณพื้นที่ตั้งแต่ประเทศเม็กซิโกตอนใต้ถึงตอนเหนือของทวีปอเมริกาโดยเฉพาะหมู่เกาะทะเลแคริบเบียนลีลาวดีเป็นไม้ยืนต้น มีขนาดตั้งแต่พุ่มเตี้ยแคระสูงประมาณ 0.9-1.2 เมตร จนถึงต้นที่สูงมาก อาจสูงถึง 12 เมตรลำต้นแตกกิ่งก้านสขาและพุ่มใบสวยงาม มีน้ำยางสีขาวข้น เป็นไม้ผลัดที่สลัดใบในฤดูแล้งก่อนที่จะผลิดอกและผลิใบรุ่นใหม่ กิ่งที่ยังไม่แก่มีสีเขียวอ่อนนุ่ม ดูเกือบจะอวบน้ำ กิ่งแก่มีสีเทามีรอยตะปุ่มตะป่ำ กิ่งไม่สามารถทานน้ำหนักได้ กิ่งเปราะ เปลือกลำต้นหนาต้นที่โตเต็มที่แล้วจะพัฒนาจนกระทั่งมีความแข็งแรงมากขึ้นใบ เป็นใบเดี่ยว มีการเรียงตัวแบบสลับและหนาแน่นใกล้ปลายกิ่ง มีลักษณะแตกต่างกันไปทั้งรูปร่าง ขนาด สี และความหนาแน่น โดยทั่วไปใบจะหนา เหนียวแข็ง และมีสีตั้งแต่สีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม มีเส้นกลางใบแตกสาขาออกไปคล้ายขนนก ขนาดใบแตกต่างกันช่อดอก ดอกจะผลิออกมาจากปลายยอดเหนือใบ เห็นเป็นช่อดอกใหญ่สวยงาม แต่ก็มีบางชนิดที่ออกช่อดอกระหว่างใบ หรือใต้ใบบางชนิดห้อยลงบางชนิดตั้งขึ้น ในหนึ่งช่อจะมีดอกบานพร้อมกัน 10 – 30 ดอก บางต้นที่มีความสมบูรณ์เต็มที่อาจมีดอกมากกว่า 100 ดอก ต่อ 1 ช่อ ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน บางพันธุ์สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปีลักษณะของ ดอก โดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ถึงกลาง ยกเว้นบางพันธุ์ที่มีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย อยู่ลึกเข้าไปข้างในดอกมีลักษณะคล้ายท่อ ทำให้มองไม่เห็นเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย โดยจะมีเกสรตัวผู้ 5 อัน อยู่ที่โคนก้านดอกส่วนเกสรตัวเมียอยู่ลึกลงไปในก้านดอก เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียบานไม่พร้อมกัน ยากต่อการผสมตัวเองฝัก มีลักษณะคล้ายกับฝักต้นชวนชม ฝักอ่อนสีจะมีสีเขียวเมื่อแก่ฝักจะมีสีแดงถึงดำ
การผลิตลีลาวดีเพื่อการค้าการผลิตลีลาวดีเพื่อการค้าไม่ว่าจะจำหน่ายเป็นต้น จำหน่ายเป็นกิ่งพันธุ์ หรือจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ ล้วนแต่มีราคาดเป็นที่ดึงดูดใจของเกษตรกรผู้ที่คิดจะปลูกลีลาวดีเพื่อการค้า
การปลูกในกระถางลีลาวดีตอบสนองต่อวัสดุปลูกที่มีความอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง และได้รับปุ๋ยเสริมตามความเหมาะสมสัดส่วนของวัสดุปลูกที่แนะนำโดยทั่วไปคือ 2:1:1 โดยใช้ มูลวัวที่ย่อยสลายแล้ว ,ใบไม้ผุและดิน  แต่วัสดุปลูกที่มีขนาดเล็กละเอียดเมื่อถึงระยะหนึ่งจะอัดตัวแน่นทำให้รากพืชขาดออกซิเจน น้ำขังไม่สามารถระบายได้ ทำให้เกิดโรครากเน่าได้ 
การปลูกลงดินในแปลงปลูกระยะปลูกในการปลูกลงในแปลงเพื่อเป็นการเก็บสะสมสายพันธุ์ดี หรือปลูกเพื่อขุดล้อมจำหน่าย  การปลูกลีลาวดีต้นหนึ่งต้องใช้พื้นที่ประมาณ5  ตารางเมตรดินที่เหมาะสมในการปลูกลีลาวดี ควรเป็นดินร่วนปนทราย  ดินควรมีปริมาณอินทรียวัตถุที่เหมาะสม สามารถดูดความชื้นได้ ในขณะเดียวกันต้องมีการระบายน้ำที่ดี ความเป็นกรดด่างที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 6.5-7.5แต่ถ้าดินไม่เป็นกรดหรือด่างจัดมากก็ไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลีลาวดีมากนัก 
การดูแลรักษาลีลาวดี สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่กันดาร ดินไม่อุดมสมบูรณ์มากนัก แต่ถ้าต้องการให้ลีลาวดีออกดอกได้ดีควรนำไปปลูกในกระถางและใช้ดินที่เป็นกรดเหมือนกับพืชเขตร้อนทั่วไป ลีลาวดีชอบความชื้นในอากาศสูงและไม่ชอบอยู่ในดินที่มีน้ำท่วมขังหรือมีการรดน้ำบ่อยครั้ง การปลูกควรเน้นการระบายน้ำหรือการยกร่องในแปลงปลูกเป็นหลัก ลีลาวดีเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดในเวลากลางวันอย่างน้อยครึ่งวัน แต่หลายชนิดต้องการแสงแดดเต็มวัน ยกเว้นบางชนิดที่มีดอกสีแดงซึ่งจะชอบการพรางแสงมากกว่า
    1.การให้น้ำ
การปลูกในกระถาง การให้น้ำ ควรให้จนดินเปียกทั่วถึง จนน้ำส่วนเกินระบายออกทางรูระบายน้ำ แล้วปล่อยให้วัสดุปลูกแห้งก่อนการให้น้ำครั้งต่อไป หรือช่วงแล้งจัด อาจเว้นวัน และควรตรวจดูความชื้นของวัสดุปลูกอยู่เสมอ
การปลูกลงดิน ควรให้น้ำแต่น้อยให้ประมาณสัปดาห์ละครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพความชื้นในอากาศ  ถ้าอากาศร้อนควรให้น้ำมากกว่าปกติ เพื่อรักษาความเขียวของใบ แต่การให้น้ำมากเกินไปมีผลต่อการเจริญเติบโตทางกิ่งก้านมากและทำให้ไม่ออกดอก
   
2.การให้ปุ๋ย
เนื่องจากต้นลีลาวดีที่สวยและมีราคาสูงนั้น จะต้องมีฟอร์มต้นที่ดีคือมีลักษณะของทรงพุ่มกลมมีกิ่งก้านสาขาแตกออกดูแล้วมีความพอดีกับความสูงของต้น ดังนั้นการให้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปจะทำให้ต้นสูงชะลูดและไม่แทงช่อดอกในเวลาอันควร ในการที่จะเร่งการเจริญเติบโตทั้ง

ทางใบ ลำต้น และดอก คือการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมในอัตราส่วนที่เท่ากัน หรือให้ฟอสฟอรัสสูงและให้ธาตุอาหารรองที่จำเป็นต่อลีลาวดีคือ แมกนีเซียม ทองแดง เหล็ก สังกะสี กำมะถัน และแมงกานีส
การขยายพันธุ์ลีลาวดี1. การเพาะเมล็ด  จะใช้ฝักที่แก่จัด  ส่วนใหญ่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งเมล็ดลีลาวดีงอกได้ง่าย แต่ละฝักของลีลาวดีจะได้ต้นกล้าประมาณ  50 -100  ต้น สามารถเพาะในกระถางเพาะได้เลย ข้อดี   ของการเพาะเมล็ดลีลาวดี คือ จะได้ต้นที่กลายพันธุ์  หรือ ต้นลีลาวดีแคระ ด่าง 
2. การปักชำ  เป็นวิธีที่ง่าย รวดเร็วในการขยายพันธุ์ต้นลีลาวดีและยังเป็นวิธีรักษาพันธุ์เดิมเอาไว้
3. การเปลี่ยนยอด จะใช้ในกรณีที่ได้พันธุ์ดีแล้วนำมาเปลี่ยนยอดบนต้นตอที่เพาะกล้าไว้แล้วอาจจะเสียบข้างหรือผ่าเป็นลิ่ม วิธีนี้ต้องป้องกันไม่ให้น้ำเข้า ไม่เช่นนั้นแผลจะเน่า
4. การติดตา ใช้ในกรณีที่ได้ตามีไม่มากนัก เป็นการขยายพันธุ์แบบประหยัด กิ่งหนึ่งสามารถขยายพันธุ์ได้เป็นจำนวนมาก
       
โรคและแมลงตามปกติลีลาวดีจะไม่ค่อยมีโรคและแมลง รบกวน แต่ก็ได้มีการรวบรวมรายชื่อของโรคและแมลงที่เคยพบ
1.หนอนเจาะลำต้น
2.ไรขาว
3.แมลงหวี่ขาว
4.เพลี้ยไฟ
5.เพลี้ยหอย
6.เพลี้ยแป้ง
7.หนอนกัดกินใบ หนอนกระทู้ผัก
8.เชื้อราทำให้ยอดเน่า
9.ราสนิม
10.ราน้ำค้าง
11.ราสีดำ
การตลาดของลีลาวดีลักษณะการผลิตและจำหน่ายลีลาวดีภายในประเทศแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
1.การเพาะเมล็ดจำหน่ายเป็นต้นตอ ต้นตอมีความสูงประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร สามารถจำหน่ายได้ในราคา 10 – 50 บาท แล้วแต่สายพันธุ์
2.การนำต้นตอมาเปลี่ยนยอดพันธุ์ดี ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากเปลี่ยนยอดพันธุ์ดีก็สามารถจำหน่ายได้ในราคาประมาณ 150 – 500 บาท แล้วแต่สายพันธุ์
3.จากต้นที่เปลี่ยนยอดพันธุ์ดีแล้วนำไปเลี้ยงดูต่ออีกประมาณ 3 - 4 เดือน สามารถจำ หน่ายได้ในราคาตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท
4.การปลูกลงดินเพื่อจำหน่ายต้นไม้ขุดล้อม ราคาที่ขายในท้องตลาดขึ้นอยู่กับขนาดและฟอร์มต้น ต้นลีลาวดีที่มีความสูงประมาณ 2 เมตร ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 5,000 บาท ฟอร์มต้นอยู่เกณฑ์ปานกลาง หากต้นที่สูงเกิน 2 เมตร  และฟอร์มต้นได้รูป มีกิ่งก้านแตกสาขาเป็นฟอร์มกลม ลักษณะนี้เป็นลักษณะที่ดีและมีราคาแพงสนนราคาตั้งแต่ 10,000 – 15,000 บาท 
5.การขายกิ่งพันธุ์ที่ไม่มีราก กิ่งละ 100 – 8,000 บาท ขึ้นกับสายพันธุ์และสีที่นิยม และขายเป็น   เมล็ด ๆ ละ  2  - 10 บาท
การใช้ประโยชน์จากลีลาวดี
1.ใช้ในการจัดสวน ตกแต่งภูมิทัศน์ พันธุ์ที่ครองความนิยมอยู่คือ “พันธุ์ขาวพวง” ที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวทั้งยังสามารถออกดอกตลอดปี  
2.ลีลาวดียังมีสรรพคุณเป็น “ยาสมุนไพร” ด้วย
ต้น             =   ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคลำไส้พิการของม้า
ใบ             =  ใบแห้งชงน้ำร้อนดื่มรักษาโรคหอบหืด ใบสดลนไฟประคบร้อนแก้ปวด บวม
เปลือกราก    =  เป็นยารักษาโรคหนองใน ยาถ่าย แก้โรคไขข้ออักเสบ ขับลม
เปลือกต้น     =  ต้มเป็นยาถ่าย ขับระดู แก้ไข้ แก้โรคโกโนเรีย หรือผสมกับน้ำมันมะพร้าว-ข้าว-มันเนยเป็นยาแก้ท้องเดิน ยาถ่าย ขับปัสสาวะ
ดอก           = ใช้ทำธูป ใช้ผสมกับพลูเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้มาลาเรีย
เนื้อไม้        = เป็นยาแก้ไอ ยาถ่าย ขับพยาธิ 
ยางจากต้น   = เป็นยาถ่าย รักษาโรคไขข้ออักเสบ ใช้ผสมกับไม้จันทน์และการบูรเป็นยาแก้คัน แก้ปวดฟัน
แหล่งที่มาhttp://www.the-than.com/FLower/F7.html

กำเนิดดอกสายหยุด

สวัสดีครับทุกท่าน.. ขออภัยที่หายไปซะหลายวันเลยนะครับ มาวันนี้ผมกลับมาพร้อมกับไม้ดอกหอมสุดโปรดในสกุล Desmos นั่นก็คือเจ้า “สายหยุดแดง” นั่นเอง
ดอกสายหยุดแดง ดอกสีแดงสดใส สวยงาม
ดอกสายหยุดแดง ดอกสีแดงสดใส สวยงาม
สายหยุดแดง เป็นไม้ดอกหอมใน วงศ์กระดังงา ANNONACEAE ที่ผมพยายามตามหาสายพันธุ์ที่ดอกมีสีแดงแท้ๆ มานานพอสมควร เพราะส่วนใหญ่มักใจอ่อน (ยอมเชื่อใจพ่อค้าแม่ค้าที่ยืนยันว่า ดอกสีแดงแน่นอน เลยยอมซื้อต้นพันธุ์มาแบบยังไม่มีดอก) สุดท้ายก็ช้ำใจ ได้มาแต่สายหยุดดอกสีเหลืองส้มๆ ยังไม่เคยเจอดอกสายหยุดแดงแบบสีแดงจริงๆ เลยสักครั้ง
สายหยุดแดง, ดอกสายหยุดแดง
สายหยุดแดง, ดอกสายหยุดแดง บานเต็มที่ สีแดงเข้มสดใสสวยงาม หอมหวานชื่นใจ
สายหยุดแดงต้นนี้ พบเจอกันโดยบังเอิญเพราะเพื่อนปลูกทิ้ง(ลืม)ไว้หลังบ้านซะงั้น ใกล้เกลือกินด่างจริงๆเลยเรา อุตส่าห์ตามหามาตั้งนาน สุดท้ายก็มาหลบอยู่หลังบ้านเพื่อนใกล้ๆนี่เอง เลยจัดการขอแบ่งตอนกิ่งไว้ซะหลายกิ่งเลย อิอิ.. (คราวนี้รับรองว่าได้สายหยุดแดงแน่นอน เพราะตอนกิ่งเองกับมือ)
ตามข้อมูลวิชาการ บอกไว้ว่า การขยายพันธุ์สายหยุด ด้วยวิธีการตอนกิ่งสายหยุดนั้น ต้องใช้เวลาถึง 3 เดือนจึงจะออกรากและมีเปอร์เซนต์การออกรากต่ำมาก จึงต้องตอนเผื่อไว้หลายๆ กิ่งเลยครับ
ดอกสายหยุดแดง (น่าจะ)เกิดจากการกลายพันธุ์มาจากสายหยุดบ้าน หรือสายหยุดธรรมดา
ดอกสายหยุดแดง (น่าจะ)เกิดจากการกลายพันธุ์มาจากสายหยุดบ้าน หรือสายหยุดธรรมดา
สายหยุด Desmos chinensis Lour. เป็นไม้ดอกหอมพื้นเมืองของไทย ที่มีการปลูกเลี้ยงกันมานาน และมีการพัฒนาสายพันธุ์ต่างๆ ขึ้นมามากมายจากสายหยุดป่า ทำให้สายพันธุ์สายหยุดมีความผันแปรสูงมาก มีรูปแบบลักษณะของดอกที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงมาก ทั้งดอกเล็ก ดอกใหญ่ กลีบดอกเล็ก กลีบดอกใหญ่ กลีบดอกเรียวยาว-กว้าง หรือ กลีบดอกบิดเกลียว เป็นต้น เลือกปลูกได้ตามใจชอบเลยครับ
สายหยุดแดง เป็นไม้รอเลื้อย
สายหยุดแดง เป็นไม้รอเลื้อย
สำหรับสายพันธุ์สายหยุดแดงนั้น ผมเข้าใจ(เอาเอง)ว่าน่าจะเกิดจาก การกลายพันธุ์มาจากสายหยุดบ้าน ที่มีดอกสีเหลืองเมื่อบานเต็มที่ และได้รับการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ดอกสายหยุดมีสีแดงเข้มสวยงาม มีขนาดดอกที่ใหญ่ขึ้น และมีกลิ่นหอมหวานชื่นใจมากยิ่งขึ้น
ยอดใบอ่อน ของสายหยุดแดง ที่อยู่กลางแจ้ง มักมีสีแดงเข้ม สวยงาม
ยอดใบอ่อน ของสายหยุดแดง ที่อยู่กลางแจ้ง มักมีสีแดงเข้ม สวยงาม
ยอดใบอ่อนของสายหยุดแดง มักมีสีแดงเข้ม สวยงาม จนถูกนำมาเป็นข้ออ้าง มาเป็นจุดขายของสายหยุดแดง ด้วยประโยคที่ว่า “สายหยุดแดง ต้องยอดแดง ก้านดำ” ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยมั่นใจกับประโยคนี้มากนัก เพราะ ยอดใบอ่อนของสายหยุดธรรมดา ถ้าอยู่กลางแจ้ง ก็มีสีแดงเข้มได้เช่นกัน และกิ่งก้านของสายหยุดบ้าน บางต้นก็มีสีเข้มได้เช่นกัน ในขณะที่กิ่งของสายหยุดแดงก็ไม่ได้มีสีดำเข้มไปซะทุกกิ่ง และ ไม่ได้มียอดอ่อนสีแดงเข้มไปซะทุกยอดนะครับ
ดอกสายหยุดแดง เมื่อดอกขนาดเล็ก จะมีสีน้ำตาล และออกดอกที่ปลายยอด
ดอกสายหยุดแดง เมื่อดอกขนาดเล็ก จะมีสีน้ำตาล และออกดอกที่ปลายยอด
ดังนั้น สีของยอดใบอ่อน และสีของกิ่ง จึงไม่ใช่จุดจำแนกสายพันธุ์ของสายหยุดแดงได้ชัดเจนแม่นยำนัก ถ้าจะให้ได้สายพันธุ์สายหยุดแดงแท้(แบบชัวร์ๆ) ก็ควรได้เห็นดอกกับตาตัวเอง หรือ เลือกซื้อต้นที่กำลังให้ดอกเห็นเป็นหลักฐานเลยจะดีที่สุดครับ (นอกจากจะรู้จักกับพ่อค้าแม่ค้าต้นไม้ ที่เชื่อถือกันมานานที่ไว้ใจได้นะครับ) เพราะคำว่า “แดง” แต่ละคนไม่เหมือนกันครับ แดงมาก แดงน้อย ต่างกันครับ ผมเจอมาเองกับตัวหลายต้นเลยครับ
ดอกสายหยุดแดง ขนาดเล็ก
ดอกสายหยุดแดง ขนาดเล็ก
ดอกสายหยุดแดง เมื่อดอกขนาดเล็ก กลีบดอกจะมีสีน้ำตาล และออกดอกที่ปลายยอด ดอกอ่อนๆ มักจะหงายตั้งขึ้น เมื่อดอกสายหยุดแดงมีขนาดใหญ่ขึ้น สีของกลีบดอกจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มขึ้น แล้วดอกก็จะค่อยๆ โน้มห้อยคว่ำลง ตามน้ำหนักของดอกสายหยุดแดง
ดอกสายหยุดแดง ขนาดใหญ่ จะมีกลีบดอกสีเลือดหมูเข้ม
ดอกสายหยุดแดง ขนาดใหญ่ จะมีกลีบดอกสีเลือดหมูเข้ม
ดอกสายหยุดแดง จะมีขนาดใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ สีของกลีบดอกก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนมีสีเลือดหมูเข้ม แต่ดอกยังไม่มีกลิ่นหอม เมื่อดอกสายหยุดแดง เริ่มบานเต็มที่ สีของกลีบจะค่อยๆ สีอ่อนลง จนกลายเป็นสีแดงเข้ม สวยงามมาก และจะส่งกลิ่นหอมแรงในตอนเช้าๆ จนถึงสายๆ (หอมชื่นใจมาก) หลังจากนั้น ดอกก็จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ตลอดวัน ดอกสายหยุดแดงบานอยู่ได้ประมาณ 1 วันก็โรย แต่สายหยุดแดงออกดอกดกมาก และออกดอกให้ชื่นชม ดมกลิ่นได้ตลอดทั้งปี
ดอกสายหยุดแดงที่ยังไม่บานเต็มที่ ด้านข้าง
ดอกสายหยุดแดงที่ยังไม่บานเต็มที่ ด้านข้าง
หากติดผล ผลของสายหยุดแดง จะเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อยประมาณ 8-15 ผล รูปทรงกระบอกยาว มีรอยคอดตามช่วงเมล็ด เมื่อผลอ่อนจะเป็นสีเขียว เมื่อผลสุกจะสีแดงเข้มแล้วเปลี่ยนเป็นสีดำ ผมเคยลองชิมผลของสายหยุดดูแล้ว มีรสหวานครับ สายหยุดแดงจึงสามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดได้ครับ (ผมทดลองขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดสายหยุด ได้สำเร็จแล้วครับ เอาไว้จะนำเสนอในโอกาสต่อไป)
จากข้อมูลทางวิชาการ บอกไว้ว่า การปลูกสายหยุดจากต้นกล้าเพาะเมล็ดต้องใช้เวลาถึง 2 ปี จึงจะเริ่มออกดอก ดังนั้นหากเราตั้งใจผสมพันธุ์ใหม่จนติดเมล็ด ก็ต้องรอดูผลงานการผสมพันธุ์ว่าจะให้ดอกออกมาลักษณะใด อย่างไรบ้าง? แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะเพาะเมล็ดจากสายหยุดธรรมดามาเพื่อใช้เป็นต้นตอ ในการทาบกิ่งหรือเสียบยอด ซะมากกว่าครับ เพราะสะดวกกว่าและได้ผลเร็วกว่าครับ
ดอกสายหยุดแดง เทียบขนาดดอกกับมือของผมเอง
ดอกสายหยุดแดง เทียบขนาดดอกกับมือของผมเอง
การปลูกสายหยุดแดง ควรปลูกเลี้ยงในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเต็มที่ เป็นไม้ดอกหอมที่ชอบแดด แต่ต้องคอยดูแลไม่ให้ขาดน้ำด้วยนะครับ หมั่นตัดแต่งกิ่งให้เป็นพุ่มก็จะสามารถยืนต้นได้เอง หรือสามารถปลูกเลี้ยงแบบปล่อยให้เลื้อยพันซุ้ม หรือต้นไม้อื่นที่อยู่ใกล้เคียงก็ได้ครับ
แหล่งที่มาhttp://www.fragrantfloweringplants.com/red-desmos-chinensis-flower/

กำเนิดดอกรัก



?ดอกรัก? หรือในบางท้องถิ่นเรียกปอเถื่อน , ปั๋นเถื่อน ที่มักพบตามที่ว่างริมทางหรือหัวไร่ปลายนาที่มีแดดจัด พบทั้งดอกสีขาวและสีม่วง โดยการใช้ประโยชน์จากดอกรักนั้น มีความผูกพันกับขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยมานานเช่นเดียวกับชื่อที่เป็นไม้ นามมงคลมีความหมายถึงความรัก ดังจะพบว่าดอกรักจะถูกนำมาใช้ในงานมงคลต่าง ๆ เช่น มาร้อยทำอุบะมาลัย หรือ ร้อยมาลัยทำเครื่องมงคลถวายพระ หรือสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพิธีสำคัญ แม้กระทั่งใบต้นรักเองยังถูกมารองในขันสินสอด และขันเงินในพิธีแต่งงาน
อย่างการปลูกต้นรักเพื่อเก็บดอกรักจำหน่ายเป็นการค้านั้น หลายท่านอาจจะเข้าใจว่า ?ดอกรัก? ที่นำมาร้อยมาลัยนั้นเป็นสายพันธุ์ที่เราเห็นขึ้นตามริมถนน ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า ?รักแก้ว? ดอกจะมีลักษณะอ้วน ป้อม ดอกเล็ก และมีน้ำหนักน้อย ไม่เป็นที่นิยมของตลาดร้อยมาลัย เช่นเดียวกับดอกรักสีม่วง แต่ตลาดจะมีความนิยมใช้ดอกรักสีขาวพันธุ์ ?จิ้งจก? ซึ่งลักษณะของดอกตูมจะดูคล้ายกับปากจิ้งจก ดอกจะมีสีขาวใส มันวาว ทรงดอกยาวใหญ่ และมีน้ำหนักคล้ายกับดอกรักที่ทำมาจากพลาสติก เกษตรกรเก็บดอกรักจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 10-300 บาท ซึ่งราคาจะแพงในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น วันพ่อ วันแม่ วันเข้าพรรษา วันมาฆบูชา แล้วราคาจะสูงมากในช่วงฤดูหนาวราวเดือนตุลาคม – มกราคมของทุกปี ดอกรักจะมีราคาสูงมาก เพราะเป็นช่วงต้นรักจะให้ดอกน้อย การขยายพันธุ์ต้นรักที่นิยม คือ การปักชำด้วยกิ่ง โดยตัดกิ่งต้นรักให้มีความยาวราว 30-40 เซนติเมตร ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาวและลึก 30 เซนติเมตร จากนั้นวางท่อนพันธุ์ให้เฉียง 45 องศา ราว 3-5 กิ่ง โดยจะปลูกระยะ 3?3 เมตร ควรปลูกในช่วงฤดูฝนราว 2-3 เดือน ต้นรักก็จะสามารถเก็บดอกจำหน่ายได้ เกษตรกรที่มีความชำนาญในช่วงเช้าในแต่ละวันจะสามารถเก็บดอกรักได้ราว 3-5 กิโลกรัม
การเก็บดอกรักควรระวังยาง เนื่องจากยางของต้นรักเป็นเอนไซม์ประเภทหนึ่งจะค่อนข้างเป็นอันตรายมีฤทธิ์ กัดกร่อน หากถูกผิวหนังหรือเข้าปากก็จะทำให้ระคายเคือง แสบคัน มีพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้อาเจียนและถ่ายอย่างแรง หากถูกศีรษะก็จะทำให้ผมร่วงได้ หรือหากยางกระเด็นเข้าตา จะทำให้ตาพร่ามัวหรือตาบอดได้จึงต้องระวังอย่างยิ่ง หากโดนยางของต้นรักบริเวณผิวหนังต้องรีบล้างด้วยน้ำสะอาดโดยทันที หากยางเข้าตาหลังจากล้างน้ำแล้วให้รีบไปพบแพทย์ ในการป้องกันยางต้นรักสำหรับเกษตรกรนั้นจะต้องแต่งกายให้มิดชิด ใส่แว่นตา สวมหมวก ใส่ถุงมือ เช่น อาจจะใช้ถุงหิ้วพลาสติกแทนถุงมือ และอาจจะนำลูกโป่งมาใส่นิ้วมือแทนปลอกนิ้ว เป็นต้น เพื่อให้ปลอดภัยจากยางต้นรัก
ในทางประโยชน์ด้านสมุนไพรนั้น ตำรายาแผนโบราณจะใช้ ดอก แก้ไอ แก้หืด เปลือกต้น ทำให้อาเจียน เปลือกราก แก้บิด ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ทำให้อาเจียน ยาง ยาถ่ายอย่างแรง แก้ปวดฟัน ปวดหู ขับพยาธิ แก้กลากเกลื้อน แต่อย่างไรก็ตามควรศึกษาวิธีการใช้จากผู้รู้ให้ดีเสียก่อน.
แหล่งที่มาhttp://cholja.tripod.com/html/herb_gig.html

กำเนิดดอกเบญจมาศ




ชื่อสามัญ: Chrysanthemumชื่อวิทยาศาสตร์: Chrysanthemum morifoliumวงศ์: Compositaeถิ่นกำเนิด: China , Japan
เบญจมาศ เป็น ไม้ดอกไม้ประดับ ชนิดหนึ่งที่นิยมปลูก เลี้ยงและ ใช้กันอย่าง แพร่หลาย สามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศไทย แต่ถ้าปลูกในที่มีอากาศหนาวเย็น จะได้ดอกที่มีคุณภาพดี ดอกมีรูปทรงสวยงาม สีสันสดใส มีพันธุ์ต่าง ๆ มากมายหลากสี และหลายฟอร์ม นอกจากใช้เป็นไม้ตัดดอกแล้ว ยังใช้เป็น ม้กระถาง และไม้ปลูกประดับสวนได้ดีอีกด้วย ตามธรรมชาติมีฤดูกาลออกดอกในช่วงกลางวันสั้น คือระหว่างเดือนตุลาคมถึงมกราคม โครงการหลวงได้ รวบรวมพันธุ์เบญจมาศจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน เนเธอร์แลนด์ อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา มาทำการปลูกทดลองแล้วคัดพันธุ์ที่ดี ทำการขยายต้นพันธุ์ปลอดโรคโดยวิธีเพาะเลี้ยงเนี้อเยื่อ นำไปส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกกันเป็นอาชีพเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น นับว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ปัจจุบันชาวเขาสามารถผลิตดอกเบญจมาศที่มีคุณภาพได้ตลอดปีภายในเรือนโรงกันฝนและแมลง มีการบังคับการออกดอกของเบญจมาศโดยการควบคุมด้วยการให้ไฟฟ้าในเวลากลางคืนความสำคัญทางเศรษฐกิจ
เบญจมาศเป็นไม้ตัดดอกอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกเลี้ยงและใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากเป็นไม้ดอกที่มีรูปทรงสวยงาม สีสันสดใส ปลูกเลี้ยงง่าย และมีหลายพันธุ์ให้เลือก ตลอดจนเป็นไม้ดอกที่สามารถจะกำหนดเวลาบานของดอกได้อีกด้วย ในประเทศไทยขณะนี้มีการปลูกเลี้ยงเบญจมาศกันมาก โดยมีแหล่งปลูกเป็นการค้าที่สำคัญของแต่ละภาคดังนี้ ภาคกลาง-นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ-เชียงใหม่และเชียงราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-อุบลราชธานี อุดรธานี และขอนแก่น ภาคใต้-สุราษฎร์ธานี
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เบญจมาศมีดอกเป็นแบบ “head”ประกอบด้วยดอกเล็ก ๆ เป็นจำนวนมาก ดอกที่อยู่รอบนอกจะมีการเจริญเติบโตที่ดีกว่า มองเห็นกลีบดอกได้ชัดเจนกว่า เรียกว่า ray florets ซึ่งเป็นดอกแบบ imperfect คือมีแต่เกสรตัวเมียไม่มีเกสรตัวผู้ ดอกที่อยู่วงในเข้าไปและมีการเจริญเติบโตช้า มองเห็นกลับดอกไม่ชัดเจน เพราะมีกลีบดอกสั้น รวมกันอยู่เป็นกระจุกตรงกลางของดอก เบญจมาสเป็นไม้เนื้ออ่อน และเป็นพืชหลายฤดู แต่นิยมปลูกเป็นไม้ล้มลุก มีอายุ 90-150 วันและเป็นพืชไวต่อความยาวของวันหรือช่วงแสง
พันธุ์
เบญจมาศเป็นดอกประเภท Head ซึ่งเป็นดอกที่เกิดจากการรวมดอกย่อย 2 ชนิด คือ กลีบดอกชั้นนอก (Ray floret) ซึ่งเป็นดอกตัวเมีย ไม่มีเกสรตัวผู้ และกลีบดอกชั้นใน (Disk floret) ซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย เบญจมาศ แยกตามประโยชน์ใช้สอยและการปลูกปฏิบัติ ได้ 4 ประเภท ดังนี้
1. Exhibition type เป็นเบญจมาศที่มีดอกขนาดใหญ่ ลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร ไม่มีการเด็ดยอดแต่ต้องเด็ดตาข้าง ทิ้งเพื่อให้เหลือดอกยอดเพียง 1 ดอก
2. Standard type มีดอกเล็กกว่าประเภท แรก ต้องเด็ดยอดเพื่อให้แตกกิ่งข้าง 3-4 กิ่ง และเด็ดดอกข้างทิ้งให้เหลือดอกยอดเพียงดอกเดียว นิยมใช้เป็นไม้ตัดดอก
3. Spray type เบญจมาศประเภทนี้เป็นประเภทที่มีหลายดอกต่อ 1 กิ่ง และมี 6-10 กิ่งต่อต้น ไม่มีการเด็ดดอกข้าง ดอกมีขนาดเล็กกว่าประเภท Standard type ใช้ปลูกเป็นไม้ตัดดอกหรือถอนขายทั้งต้นโดยตัดรากทิ้ง
4. Potted plant เบญจมาศประเภทนี้ใช้ปลูกเป็นไม้กระถาง มีทรงพุ่มกะทัดรัด ดอกดก และมีดอกขนาดเล็กแตกกิ่งก้านมาก
ทั่วโลกมีพันธุ์เบญจมาศอยู่กว่า 1000 พันธุ์ ที่นิยมปลูกในประเทศส่วนใหญ่ จะเป็นประเภท Standard Type สีเหลืองและสีขาว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศญี่ปุ่นและไต้หวันพันธุ์ที่นิยมปลูกในขณะนี้คือ พันธุ์ขาวการะเกด พันธุ์ขาวเมืองตาก และพันธุ์ TW12 (Pui Tsin-Shin) ซึ่งให้ดอกสีขาว พันธุ์เหลืองตาก พันธุ์เหลืองทอง พันธุ์เหลืองอินทนนท์ พันธุ์เหลืองเกษตร และพันธุ์ TW17 (Shin-Fan-Tsu-Ri) ซึ่งมีดอกสีเหลือง ในปัจจุบันมีการนำเข้าพันธุ์ใหม่ ๆ จากต่างประเทศเพื่อมาปลูกคัดเลือกพันธุ์อยู่เสมอ โดยเฉพาะพันธุ์ของเบญจมาศแบบ Spray Type ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของตลาดโลกมากขึ้น ดังนั้นเกษตรกรจึงควรสนใจติดตามข่าววคราวเกี่ยวกับพันธุ์ใหม่สำหรับนำไปปลูกเลี้ยง ทั้งนี้เนื่องจากพันธุ์ใหม่ มักมีราคาดอกสูงกว่าพันธุ์เดิม
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์เบญจมาศ นิยมใช้กันอยู่ 2 วิธี คือ
1. การปักชำโดยใช้ส่วนยอดของกิ่ง2. การแยกหน่อ เบญจมาศบางพันธุ์โดยเฉพาะพันธุ์สั่งมาจากญี่ปุ่น
การเตรียมดินดินปลูกเบญจมาศควรมีความอุดมสมบูรณ์ โปร่งร่วนซุยระบายน้ำดี มี pH 6-7 ถ้าพื้นที่ที่ปลูกเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงลักษณะดินเป็นดินเหนียว ซึ่งมีการระบายน้ำไม่ดี ควรเตรียมดินแบบทำสวนผัก คือยกเป็นร่อง แต่ละแปลงมีขนาดความกว้าง 5 เมตร เว้นทางเดินทั้งแปลงข้างละ 50 cmร่องน้ำควรกว้าง 1 เมตร ลึก 60 cm ความยาวของแปลงเท่าไรก็ได้แล้วแต่ความสะดวก การเตรียมดินควรทำในฤดูแล้ง โดยขุดดิน พลิกดิน และตากดินไว้นาน 2 สัปดาห์ แล้วเก็บวัชพืชออกจากแปลง หลังจากนั้นทำการย่อยดิน ใส่ปุ๋ยคอกและปูนขาว แล้วจึงยกแปลง ระยะเวลาที่ใช้ในการเตรียมดินประมาณ 1 เดือน แต่ถ้าบริเวณใดน้ำท่วมไม่ถึงก็ไม่จำเป็นต้องยกเป็นร่อง

การปลูกและการดูแลรักษา การปลูกในการปลูกควรเลือกต้นพันธุ์ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ปลูกลงในแปลงเดียวกัน ก่อนปลูกควรรดน้ำให้ดินชุ่มชื่นเสียก่อน การปลูกในตอนเย็นดีกว่าตอนเช้า เพราะทำให้ต้นพันธุ์ไม่เฉาสามารถตั้งตัวได้เร็ว ในกรณีที่ปลูกแล้วเด็ดยอด เพื่อให้ได้ดอกมาควรใช้ระยะปลูก 15x15 cm หรือ 20x20 cm แต่ในกรณีที่ไม่เด็ดยอดควรใช้ระยะปลูก 10x10 cm ควรปลูกหมุนเวียนกับพืชอื่น ๆ เช่น พืชพวกถั่วและผักต่าง ๆ เพราะถ้าปลูกซ้ำที่เดิมบ่อย ๆ จะเป็นที่สะสมโรคแมลง และเมื่อปลูกแล้ว ควรจะคลุมด้วยฟางข้าวหรือวัสดุอื่น ๆ ฤดูปลูกที่เหมาะสมขึ้นกับชนิดพันธุ์ เช่นพันธุ์เหลืองเขี้ยว มักจะปลูกปลายฤดูหนาว เพื่อให้ดอกบานในฤดู หรือพันธุ์เหลืองตากมักปลูกต้นฤดูหนาวเพื่อให้ดอกบานในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคมการให้น้ำในระยะ 7-10 วัน ภายหลังการย้ายเบญจมาศลงปลูกในแปลงแล้วควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้แล้วให้รดน้ำวันละครั้งในตอนเช้า การให้น้ำแบบใช้แครงสาดหรือใช้ลากจูงเรือที่มีเครื่องพ่นน้ำออก 2 ข้าง จะทำให้เบญจมาศเปียกทั้งต้นและใบอาจก่อให้เกิดโรคราได้ง่ายมาก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรรดน้ำในตอนเช้าเพื่อให้น้ำที่เปียกได้มีโอกาสแห้งในเวลาอันสั้นในการรดน้ำควรจะรดจนโชกเพื่อให้โอกาสน้ำไหลซึมผ่านลงไปในดินให้มากพอ ทั้งนี้เพื่อป้องกันอันตรายอันเกิดจากการสะสมของเกลือ ซึ่งเป็นอันตรายกับต้นเบญจมาศมากการใส่ปุ๋ยเมื่อต้นตั้งตัวแล้วก็เริ่มให้ปุ๋ย ปุ๋ยที่ให้แก่เบญจมาศในระยะแรกควรเป็นปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงกว่าฟอสฟอรัสและโปแตสเซียม คือปุ๋ยในอัตรา 3:2:1 ใส่ทุก ๆ 7 วัน เพื่อเร่งให้มีการเจริญเติบโตทางลำต้น หลัง 2 เดือนแล้วให้เปลี่ยนสูตรใหม่ โดยให้ปุ๋ยทีมีไนโตรเจนต่ำ ฟอสฟอรัสสูง คือปุ๋ยอัตรา 1:2:1 เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของดอกโดยใส่ทุก ๆ 10 วันเรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งเก็บดอก จากการสำรวจเกษตรกรในภาคกลาง พบว่านิยมใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ใส่ต้นละ 1 ช้อนชา เดือนละครั้งการเด็ดยอดตามปกติแล้ว การปลูกเบญจมาศมักจะมีการเด็ดยอดเพื่อให้ต้นแตกกิ่งข้างมากขึ้น และจำนวนดอกเพิ่มขึ้นตามจำนวนกิ่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ดอกที่ได้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน บานพร้อม ๆ กัน การเด็ดยอดมักจะทำกันทันที เมื่อเบญจมาศตั้งตัวได้แล้ว คือหลังจากปลูกประมาณ 5-10 วัน ส่วนมากนิยมเด็ดยอดออกประมาณ 1 นิ้ว แต่การเด็ดยอดจะมีข้อเสียคือ ถึงจะได้ดอกมากก็จริง แต่ดอกมักจะเล็กขายได้ราคาต่ำ สำหรับการปลูกแบบไม่เด็ดยอดคือปลูกแบบต้นเดียวดอกเดียว (กิ่งข้างที่แตกออกมาใหม่ถูกปลิดทิ้งหมด) ดอกจะมีขนาดใหญ่ ก้านดอกยาว แข็งแรง ประหยัดเวลาและแรงงานในการเด็ดยอดการปลิดดอกข้างถ้าต้องการให้ดอกเบญจมาศมีขนาดใหญ่ตามความต้องการจะต้องมีการปลิดดอกที่ล้อมรอบดอกยอด และดอกที่แตกตามซอกใบให้หมด ให้แต่ละกิ่งเหลือแต่ดอกยอดเดียงดอกเดียว การปลูกเบญจมาศให้มีดอกขนาดใหญ่โดยใช้วิธีปลิดดอกข้างใช้ได้แต่เฉพาะบางพันธุ์ เช่น พันธุ์เหลืองเขี้ยว เหลืองไข่ บางพันธุ์ที่ต้องการดอกช่อ เช่น พันธุ์เหลืองทอง ก็ไม่มี
การปลิดดอก
การปลิดดอกข้างจะต้องทำให้ทันเวลาไม่ช้าหรือเร็วเกินไปควรปลิดเมื่อดอกข้างมีขนาดโตพอสมควรคือขนาดเท่ากับหัวไม้ขีดไฟ วิธีปลิดที่ถูกต้องคือหงายมือขึ้น สอดมือระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง เข้ายึดกิ่งที่ต้องการจะปลิดดอกข้างไว้แล้วใช้นิ้วโป้งโน้มลงสัมผัสดอกตูมที่ต้องการปลิดแล้วกดพับเข้าตัวเราคอดอกจะหักทันทีไม่ควรใช้วิธีเด็ด เพราะเช้าเสียเวลา และทำให้ก้านดอกที่ถูกเด็ดจะเหลือค้างติดอยู่ทำให้ก้านดอกไม่เรียบการเพิ่มแสงไฟเบญจมาศเป็นพืชที่ไวต่อความยาวของวันหรือช่วงแสงเบญจมาศส่วนใหญ่เป็นพืชวันสั้น คือถ้าเบญจมาศได้รับแสงในเวลากลางวันเกิน 13 ชั่วโมงครึ่ง เบญจมาศจะไม่ออกดอก หรืออีกนัยหนึ่งคือถ้าเบญจมาศได้รับแสงน้อยกว่า 13 ชั่วโมงครึ่ง เบญจมาศจะออกดอก ความยาวของช่วงแสงในทุกภาคของประเทศไทยและทุกฤดูมีประมาณ 12 ชั่วโมงครึ่ง ดังนั้นเบญจมาศจึงสามารถปลูกและออกดอกได้ทุกฤดูในประเทศไทย แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องพยายามให้ต้นเบญจมาศมีโอกาสเจริญเติบโตทางกิ่งก้านอย่างพอเพียงก่อนที่จะออกดอกมิฉะนั้นดอกเบญจมาศจะมีคุณภาพไม่ดี คือก้านดอกสั้นและมีขนาดเล็ก ใบไม่งามและจำนวนใบไม่มาก ดอกมีขนาดเล็ก การแก้ไขให้เบญจมาศมีโอกาสเจริญเติบโตทางกิ่งก้านอย่างพอเพียงก่อนออกดอก ทำได้โดยการให้แสงไฟให้ยาวนานเพิ่มขึ้นอาจจะเป็นอีก 3-5 ชม. แล้วแต่พันธุ์และท้องที่โรคและแมลงโรคและแมลงที่เข้าทำลายเบญจมาศมีดังนี้1. โรคใบจุด2. โรคใบเหี่ยว3. โรคใบแห้ง4. โรคดอกเน่า 5. เพลี้ยไฟ6. เพลี้ยอ่อน7. หนอนผีเสื้อกินดอก8. ไรแดงหรือแมงมุมแดงการตัดดอกควรใช้กรรไกรตัดก้านดอกเหนือพื้นดินประมาณ 10 cm แต่ถ้าเป็นพันธุ์ที่มีก้านดอกยาวมาก ๆ อาจจะตัดก้านดอกสูงจากพื้นดินมากกว่า 10cm ก้านดอกหนึ่งในสามจากข้างล่างควรจะเด็ดใบออก ถ้าเหลือใบติดไว้กับก้านดอกมากเกินไปจะทำให้ดอกเบญจมาศเหี่ยวเร็ว เนื่องจากคายน้ำมาก การตัดเบญจมาศส่งตลาด ควรตัดเมื่อกลีบด้านนอกบานเต็มที่แต่กลีบตรงใจกลางดอกยังไม่บานถือว่าเป็นระยะที่เหมาะสมที่สุด และดอกสวยที่สุดตลาดดอกเบญจมาศ เป็นไม้ดอกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่งในตลาดโลก สำหรับในประเทศไทยดอกเบญจมาศมีราคาแพงกว่าดอกไม้หลายชนิด ปกติดอกเบญจมาศจะมีจำหน่ายเกือบตลอดปี แต่มักมีมากและมีคุณภาพดีในช่วงฤดูหนาว ดอกสีเหลืองได้รับความนิยมมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามดอกเบญจมาศชนิดแปลกใหม่ เช่น ประเภท SpiderและSpray ก็จะมีราคาแพงกว่าพันธุ์ทั่วไป
แหล่งที่มาhttp://blog.eduzones.com/dingo/3464
 


กำเนิดดอกชวนชม

ชื่อสามัญ                                Impala Lily Adenium

ชื่อวิทยาศาสตร์                        Adenium obesum.
ตระกูล                                    APOCYNACEAE
ลักษณะทั่วไป
1) ลำต้น: เป็นไม้เนื้ออ่อน อวบน้ำ ลำต้นและกิ่งมีลักษณะกลม ผิวค่อนข้างเรียบ สีของลำต้นจะมีสีเขียว เหลืองทอง หรืออมเทา เปลือกบางมีกิ่งก้านที่แตกยอดอย่างไม่เป็นระเบียบ ส่วนโคนของลำต้นมีขนาดใหญ่ หรือเล็กแตกต่างกันไปตามการดูแล มีหน้าที่สำหรับเก็บน้ำเพื่อรักษาสมดุลของต้น เรียกว่า "โขด"
2) โขด: หรือรากที่ไม้ดอกชวนชมมีไว้สะสมอาหาร ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกัน เผือก มัน หรือพืชที่มีหัว ทั่วไป โขดของชวนชมจะมีลักษณะแตกต่างกันไปจากการดูแลโดยความงามดูจากความอวบ หรือโขดใหญ่ โขดของชวนชมจะอยู่ใต้ดินหรือโผล่พ้นดินและมีความงามที่แตกต่างกันออกไป
3) ใบ: มีลัีกษณะเป็นใบเดี่ยว ออกเีวีัยนรอบกิ่งคล้ายกังหันหลายๆชั้น ทำให้ดูหนาแน่นตามปลายกิ่ง ใบ ของชวนชมมีหลายลักษณะแต่ต่างกันขึ้นกับสายพันธุ์ เช่นใบรูปไข่ ใบรูปหอก ปลายใบมัีทั้งเว้า มน แหลม และใบตัด ขอบใบเรียบ หยัก หรือเป็นคลื่น แผ่นใบหนาแข็งเขียวเข้มเป็นมัน หรือบางพันธุ์มีขนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ที่ใต้ทองใบ มีขนาดเล็กใหญ่ แตกต่างกันออกไป ตามแต่ลักษณะของสายพันธุ์
4) ดอก: ชวนชมจะออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อหนึ่งประมาณ 10-20 ดอก มีทั้งแบบบานพร้อมกันทั้ง ช่อ และทยอยกันบานครั้งละ 4-5 ดอก บานได้นาน 10-20วัน ดอกบานเต็มที่กว้่างประมาณ 8-10 หรืออาจ บานมากกว่าหรือบานน้อยกว่า ขึ้นกับลักษณะทางพันธุกรรม
5) กลีบเลี้ยง : มีลักษณะเป็นกลีบเล็กๆ 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปวงรี ปลายแหลม ติดอยู่รอบโคนดอก เหนือฐานรองดอก มีสีแดง เขียว ชมพูอมแดง หรือเหลืองอมเขียวเมื่อดอกร่วงแล้วกลีบดอกยังคงติดแน่น อยู่ที่ฐานรองดอก เพื่อรักษาสมดุลด้น
6) โคนกลีบดอก หรือหลอดดอก : คือส่วนที่อยู่ต่อจากกลีบเลี้ยงขึ้นมา มีลักษณะเป้นทรงกรวยกลม ยาว โคนหลอดเรียวเล็กลงติดกับกลีบเลี้ยงปลายบานออกติดกับกลีบดอก กลีบดอกมี 5 กลีบ เรียงติดอยู่ รอบโคนกลีบดอก หรือหลอกดอกคล้ายปากแตร แต่ละกลีบมีรูปทรงแตกต่างกันออกไป เช่นรูปทรงกลมรูปทรงไข่ รูปทรงรี หรือทรงโค้งมนต่างๆ
7) เกสรตัวผู้: อยู่ตรงส่วนโคนของหลอดดอก เป็นเรณู 5 อันเรียงติดกันที่ก้านชูเกสรตัวผู้ มีโคนระยาง เชื่อมต่อจากปลายเกสรตัวผู้ยาวขึ้นไปตลอดหลอดดอก 5 เส้นภายในอับละอองเรณูนี้เมื่อแก่ หรือพร้อมที่ จะผสมเกสรจะมีละอองเกสรตัวผู้มีลักษณะเป็นขุยสีเหลืองละเอียด
8) เกสรตัวเมีย: อยู่ส่วนโคนของหลอดดอก ล้อมด้วยเกสรตัวผู้ประกอบด้วยยอดเกสรตัวเมีย ก้านชู เกสรตัวเมีย และรังไข่ ยอดเกสรตัวเมียมีรูปกลม สีขาวขุ่นมีท่อยาวลงไปที่รังไข่ซึ่งอยู่ติดกับฐานรองดอก ภายในรังไข่มีไข่อ่อน เมื่อเกสรตัวเมียพร้อมที่จะผสมเกสรจะมีเมือกเหนียวคล้ายแป้งเปียก และเมื่อมีการผสมพันธุ์ไข่อ่อนภายในรังไข่จะเจริญไปเป็นเมล็กต่อไป
9) ฝักหรือผล: มีลักษณะคล้ายบูมเมอแรง หรือเขาคู่เป็นฝักสองฝักอยู่ติดกัน ปลายและโคนเรียวแหลม ยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตรขั่วของฝักอยู่ตรงตระเข็บแนวเชื่อมระหว่างเขาทั้งสอง ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อ ฝักแก่จะมีสีน้ำตาลอ่อน ตะเข็บยาวเชื่อม จะแตกออก ภายในมีเมล็ดพันธุ์สีน้ำตาลอ่อนเล็กๆคล้ายเมล็ดข้าว เปลือก มีขนสีน้ำตาลอ่อนเป็นพู่ติดอยู่ที่ปลายแหลมทั้งสองข้าง ขนที่ปลายทั้งสองนี้จะช่วยให้ปลิวตามลม
การเป็นมงคล
คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นชวนชมไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดการชวนชม นิยมชมชอบ เพราะชวนชมเป็นไม้มงคลนามและยังทำให้เกิดแสน่ห์แห่งการดึงดูดตา ดูดใจ ชวนมองยิ่งนัก
ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นชวนชมไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธเพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางดอกให้ปลูกในวันพุธ
การปลูก
ดิน ดินในประเทศไทยเป็นดินที่ดีและเหมาะสมสำหรับการปลูกไม้ดอกชวนชมอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสภาพภูมิประัเทศตามแหล่งกำเนิดในแถบอัฟริกาซึ่งมีสภาพแห้งแล้วมาก ดินที่เหมาะสมคือดินที่มี ความโปร่งร่วนซุยมีการระบายน้ำได้ดีคล้ายดินทราย ผู้ปลูกส่วนมากมีการเตรียมวัสดุปรุงดินอันได้แก่ กาบ มะพร้าว ใบก้ามปู เปลือกถั่วลิสง แกลบดินและทรายเป็นต้น
 
สูตรดินผสม มีด้วยกันหลายสูตรอันได้แก่
สูตร 1 ทราย 1 ส่วน ใบไม้ผุหรือแกลบผุ 1 ส่วน ปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน ขุยมะพร้าว ปุ๋ยคอกเก่า
สูตร 2 ทราย 1 ส่วน ขี้เถ้า แกลบ 1 ส่วน ปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน ใบก้ามปูผุ 2 ส่วน
สูตร 3 ดิน 1 ส่วน แกลบผุ 2 ส่วน ปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน กาบมะพร้าวสับ 1 ส่วน
การให้น้ำ ไม้่ดอกชวนชมเป็นพืชที่มีลำต้นอุ้มได้ได้เป็นอย่างดี จึงทนต่อสภาพแห้งแล้วได้เป็นอย่างดีแต่หากไม่ดอกชวนชมอยู่ในสภาพดินที่แฉะหรือมีน้ำขังมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการ เฉา เหี่ยว ใบเหลือง และร่วง โขดหรือหัวเน่าได้ง่ายไม้ดอกชวนชมเป็นไม้ที่ทนต่อสภาพแห้งแล้ง และฟื้นตัวได้ง่าย ชวนชมเมื่อ เป็นต้นอ่อนไม่ควรให้น้ำมากเพราะจะทำให้โขดหรือรากเน่าควรให้น้ำอย่างพอดีจะทำให้การเติบโตเป็นไปได้ อย่างต่อหนื่อง และหากเมื่อต้นใหญ่ควรให้น้ำวันละ 1 ครั้งแต่สำหรับฤดูฝนควรงดน้ำตามความเหมาะสม
การให้ปุ๋ย ไม้ดอกชวนชมเป็นพืชที่ไม้ต้องการปุ๋ยมากนัก หากให้ปุ๋ยมากจะทำให้โขดเน่า โดยเฉพาะต้นชวนชมต้นเล็กซึ่งไม่ต้องการธาตุอาหารมาก ควรใส่ปุ๋ยที่มีตัวหน้าสูง เช่น 15-5-5 หรือสูตรเสมอ 15-15-15 ในปริมาณน้อยๆ ทุก2 สัปดาห์ประมาณ 1-2 เดือน เมื่อต้นโตเต็มที่จึงเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยเร่งดอก 8-24-24 ทุก 2 สัปดาห์ ประมาณ 1-2เดือนไม้ดอกชวนชมก็จะให้ดอกตามที่ต้องการ และควรให้ปุ๋ยเสมอเดือนละ 1ครั้งและ ให้ธาตุอาหารเสริมประมาณ 3 เดือนครั้งสำหรับชวนชมที่ติดฝักควรเว้นระยะการให้ปุ๋ยให้ห่างและลดปริมาณ
การตัดแต่งกิ่ง โดยธรรมชาติไม่ดอกชวนชมมีลำต้นที่มีการขยายและบิดตัวที่สวยงามอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีความจำเป็นในการตัดแต่งและบังคับรูปทรงให้เป็นไปตามต้องการ โดยเฉพาะเมื่อชวนชมมีอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไปจะมีการตกแต่งกิ่งก้านให้เป็นพุ้มเป็นระเบียบสวยงาม สำหรับต้นที่ไม่ค่อยได้ตัดแต่งกิ่งจะทำให้กิ่งก้าน มีความสูงชะลูดและลำต้นอาจหักได้เมื่อเจอลมแรง ดังนั้นการตัดยอดจึงควรใช้มีดที่คมและสะอาดตัดชิดลำ ต้น ไม่ควรเหลือตอ และถ้ารอยตัดมีขนาดมากกว่า1 เซนติเมตร ควรใช้ปูนแดงทาที่รอยตัดเพื่อกันเชื้่อรา
การเลี้ยงโขด ในอดีตการเพาะเลี้ยงไม้ดอกชวนชมนิยมเลี้ยงให้มีดอกเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันมีชวนชมลูกผสมจากต่างประเทศโดยเฉพาะสายพันธุ์ฮอลแลนด์ซึ่งมีโขดเป็นจุดเด่น และมีลักษณะสวยงามจึงทำให้มีผู้นิยมเลี้ยงไม่ดอกชวนชมให้มีดอกที่สวยงามตวบคู่ไปกับการเลี้ยงโขดให้มีโขดใหญ่สวยงาม โดยการทำให้ชวนชมสะสมอาหารไว้ที่โขดมากที่สุด เพราะโขดเป็นส่วนหนึ่งของราก โดยเริ่มจากการที่โขดเจริญเติบ โตใต้ดินเมื่อแรกเริ่มปลูกื่อไม้ดอกชวนชมอายุได้ขนาดจึงเปลี่ยนกระถางให้ใหญ่ขึ้นเป็นระยะๆ ทุก 4 - 5เดือน เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้โขดได้เจริญเติบโตและเมื่อโขดใหญ่จึงเปลี่ยนให้เหมาะสมกับกระถางต่อไป
การขยายพันธ์
การปักชำกิ่ง ถือได้ว่าเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก ต้นใหม่ที่ได้จะมีลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ สามา รถทำได้ตลอดทั้งปีแตะช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือก่อนและหลังฤดูฝน (เดือนพฤษถาคมและเดือนมิถุนายนและ ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม)เพราะช่วงฤดูฝนอาจทำให้กิ่งช้ำและเน่าได้ง่าย ส่วนในฤดูแล้วกิ่งชำ อาจจะเจริญเติบโตข้าเพราะอากาศแห้งและร้อนเกินไป
การปักชำกิ่งมีขั้นตอนการปฎิบัติดังต่อไปนี้
1. เลือกตัดกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ยาวประมาณ 10-20 เซนติเ้มตร ไม่ต้องปลิดใบออกนอกจากส่วนโคน
2. ตัดโคนกิ่งในแนวเฉียงเป็นรูปปากฉลาม เพื่อสะดวกในการเสียบลงในวัสดุชำ
3. จุ่มโคนกิ่งปักชำลงในน้ำยาเร่งราก เอ็กโซติก 5-10 นาที แล้วจึ้งทิ้งไว้เืพื่อให้แห้งพอหมาด
4. นำกิ่งปักลงในวัสุที่มีส่วนผสมของขี้เถ้า แกลบ และทรายในอัตราส่วน 1:1 โดยปักให้ลึก 2-3 เซนติเมตร กดรอบโคนต้นพอแน่น
รดน้ำให้ชุ่มหรือรดด้วยน้ำยาผสมป้องกันเชื่อรา
5. ทิ้งไว้ในที่แสงแดดรำไร ประมาณ 20-25 วัน รากก็จะงอก หลังจากนั้นก็นำไปปลูกเลี้ยงต่อไป
 
การเสียบยอด
คือการนำยอดของชวนชมพันธุ์ดีมาเสียบกับตอชวนชมที่มีความแข็งแรง เป็นการเปลี่ยน ยอดของพันธุ์เดิมให้เป็นพันธุ์ใหม่ตามยอดที่นำมาเสียบ โดยยอดที่นำมาเสียบจะไม่มีการกลายพันธุ์ แต่วิธีนี้ ค่อนข่างยุ่งยากแต่ได้ผลเร้วและต้นใหม่ที่จะได้ฟื้นตัวและแข็งแรงเร็ว และมีความสวยงามอย่างมาก
 
การเตรียมต้นตอ
นิยมใช้ชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์ที่ได้จากการเพาะเมล็ดอายุ 5-7 เดือน ขึ้นไปมาเป็น ต้นตอหรือใช้พันธุ์พื้นเมืองที่โตเต็มที่ี่ เลือกเอาต้นที่แข็งแรง ไม่เป็นโรคและมีขนาดใกล้เคียงกับขนาดของ กิ่งพันธุ์ เพื่อรอยแผลที่ต่อจะได้สนิทและมีการเติบโตอย่างสมบูรณ์์ โดยการตัดขวางต้นตอห่างจากโคนโดย ประมาณ 5-10 เซนติเมตร ผ่ากลางกิ่งต้นตอเป็นปากฉลามหรือรูปตัววีประมาณ 1.5-2 เซนติืเมตรส่วนยอด ของต้นตอที่ตัดออกสามารถนำไปปักชำต่อไปได้
 
การเตรียมกิ่งพันธุ์
ใช้มีดที่คมและสะอาดตัดกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์จากต้นแม่พันธุ์เพื่อนำไปเสียบกับต้นตอจากนั้นตัดส่วนยอดของกิ่งพันธุ์ออกให้เหลือส่วนโคนยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ให้มีใบติดอยู่ 1-2 ใบและ มีตาติดอยู่ 2-3 ตาเฉือนโคนกิ่งเป็นรูปลิ่มยาว 1.5-2 เซนติเมตร โดยประมาณให้สวมเข้ากันได้อย่างพอดี
การเสียบยอด
นำกิ่งพันธุ์ที่เตรัียมไว้มาเสียบลงในรอยผ่าของต้นตอ ให้รอยแผลของกิ่งพันธุ์และต้นตอ แนบสนิทกัน จากนั้นใช้เทปพลาสติกพันรอยต่อให้แน่นคลุมต้นที่เสียบกิ่งเรียบร้อยด้วยถุงพลาสติกเพื่อรัก ษาความชุ่มชื้น วางกระถางในที่แสงแดดร่ำไร เปิดถุงรดน้ำวันละ 1 ครั้ง ประมาณ 1-2สัปดาห์ หลังจากนั้น ประมาณ 2-4 สัปดาห์ จึงแกะเทปพลาสติกที่พันอยู่รอบรอยต่อออก
 
การตอนกิ่ง
ใช้วิธีการตอนแบบปาดกิ่ง โดยเลือกกิ่งตอนที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป เป็นกิ่งที่มีเส้นผ่าศูนย์ กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร ความยาวไม่เกิน 1ฟุตใช้มีดที่คมและสะอาดปาเข้าไปในเนื้อไม้เป็นแนวเฉียง ลึกเกือบกึ่งกลางลำต้น เช็ดยางออกแล้วจึงใช้ไม่จิ้มฟันหรือหลอดกาแฟค้ำกลางรอยปาดเพื่อไม่ให้รอยปาด สนิทกันทิ้งไว้ประมาณ 7 วันเพื่อรอให้แผลแห้งจากนั้นหุ้มรอยปาดด้วยดินหรือกาบมะพร้าว ห่อด้วยถุงพลาส ติก ใช้เชือกมัดหัวและท้าย ประมาณ 20-30 วันกิ่งตอนจะออกรากจึงตัดกิ่งตอนมาใช้ต่อไป
 
การเพาะเมล็ด
ควรใช้เมล็ดใหม่มาเพาะ เนื้่องจากจะทำให้มีเปอร์เซ็นต์การเจริญเติบโตที่สูง วัสดุที่ใช้ใน การเพาะมีส่วนผสมระหว่างทราบหยาบและขุยมะพร้าวในอัตรา 1:1 หรือขึ้เถ้าแกลบล้วนๆ โดยโรยหรือวาง เมล็ดบนวัสดุเพาะให้กระจายเท่าๆกันและกลบด้วยวัสดุเพาะเบาๆ จากนั้นรดน้ำที่ผสมยาป้องกันเชื้อราในปริ มาณไม่มากนัก วางภาชนะในที่มีแสงแดดร่ำไรโดยรดน้ำวันละ 1-2 ครั้งประมาณ 3-7 วัน เมล็ดจะงอกเป็น ต้นอ่อน เมื่อต้นกล้ามีใบเลี้ยงประมาณ 4-5 ใบ จึงเริ่มให้อาหารเสริม ฮอร์โมนและยาป้องกันเชื้อราอ่อนๆประ มาณสัปดาห์ละครั้ง เมื่อต้นชวนชมมีอายุ 1-2 เดือนจึงแยกไปปลูกในกระถางเดี่ยวต่อไป
โรคและแมลงศัตรู
ถึงแม้ชวนชมจะเป็นพืชที่ทนทานต่อความแห้งแล้ง มีโรคและแมลงรบกวนไม่มากเท่าไหร่  แต่ถ้าไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ให้ด ต้นชวนชมอาจมีการชะงักการเจริญเติบโต ทรุดโทรม และออกดอกน้อยลง ถ้าเรารู้วิธีการป้องกันแก้ไข หน้าฝนชวนชมก็จะเกิดโรคใบจุดป้องกันโดยการไว้ที่โล่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวกและมีการใช้ยาฆ่าเชื้อราหรือใช้วิธีการทำหลังคาพลาสติกไว้คลุมห้างหรือร้านที่วางชวนชมอีกทีเป็นวิธีป้องกันสำคัญที่ไม่ทำให้เปลืองยา ส่วนเพลี้ยไฟ ไรแดงจะใช้ยาสารเคมีช่วย แต่ที่สำคัญที่สุดควรดูแลอย่างใกล้ชิดก่อนที่แมลงเกิดก่อนแล้วค่อยแก้ไขเพราะอาจจะทำให้เสียหายมากแก้ไขไม่ทัน
แหล่งที่มาhttp://www.the-than.com/FLower/F5.html

กำเนิดดอกกระดังงา

ดอก กระดังงา

ดอก กระดังงา
(ภาพประกอบ)


ดอกกระดังงา กระดังงามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cananga odorata Hook.fet TH อยู่ในวงศ์ Annonacwae มีชื่อเรียกตาม ท้องถิ่นดังนี้ กระดังงาใบใหญ่ กระดังงาใหญ่<ภาคกลาง> สะบันงาต้น<ภาคเหนือ> กระดังงาจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นตรงสูง เปลือกต้นเกลี้ยงสีเทา กิ่งก้านมีขนาดเล็กแตกออกจากลำต้น ดอกใหญ่ออกรวมกัน 3-6 ดอก ดอกอ่อนจะมีสีเขียวมีกลิ่นหอม กลีบดอกยาวห้อยลงรูปกลีบแคบปลายเรียวยาว ขอบกลีบหยักเป็นคลื่นๆ ผลรูปยาวรีอยู่รวมกันมีสีเขียวเข้ม ผิวมัน เมื่อแก่จัดจะมีสีดำ

สรรพคุณ ส่วนที่นำมาใช้เป็นยาคือ ดอกที่แก่จัด โดยเฉพาะในดอกจะพบน้ำมันหอมระเหยเป็นเอสเตอร์ของ formic acetic , valerianic ,benzeoic acid methyl , benzyl alcohol จากการที่ดอกแก่จัดมีน้ำมันหอมระเหยจึงใช้ผสมในยาหอมเพื่อแก้ลม อ่อนเพลีย บำรุงโลหิต บำรุงธาตุบำรุงหัวใจ และเมื่อดอกแก่จัดนำไปสกัดจะได้น้ำมันหอมระเหย ชื่อ "น้ำมันกระดังงา" นำไปใช้แต่งกลิ่นเครื่องสำอางซึ่งก็เหมือนสมัยโบราณที่นำดอกแก่ไปลมควัน เทียนอบเพื่อใช้อบน้ำทำน้ำอบไทย ใช้น้ำไปคั้นกะทิหรือทำข้าวแช่ เมื่อรับประทานแล้วจะมีกลิ่นหอม ให้ความรู้สึกสดชื่น ใช้กลีบดอกลนไฟอ่อนๆลอยน้ำเชื่อมปรุงขนมหวานต่างๆ
ข้อมูลเพิ่มเติม
ชื่อวิทยาศาสร์ Desmos chinensis Lour.
ตระกูล ANNONACEAE
ชื่อ สามัญ Desmos
ลักษณะ ทั่วไป ต้นสายหยุดเป็นไม้เถาเลื้อยกึ่งไม้ยืนต้น มีเถาใหญ่แข็งแรงสามารถเกาะเลื้อยพันต้นไม้ หรือกิ่งอื่น ๆไปได้ไกล และมักจะแตกกิ่งก้านสาขามากในบริเวณยอด และจะแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปเป็นบริเวณกว้าง กิ่งอ่อนจะมีสีน้ำตาลและมีขนอ่อน ๆ ขึ้นปกคลุมโดยทั่วไป ส่วนกิ่งแก่นั้นจะมีสีดำเป็นมัน ไม่มีขนใบใบจะออกสลับกันตามข้อต้น ใบจะเป็นใบเดี่ยว รูปขอบขนานแกมรูปหอก ปลายใบแหลมเป็ฯติ่นสั้นโคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ใบด้านบนเรียบ ส่วนด้านล่างจะมีขน ขอบใบเรียบ ไม่มีจัก ใบสีเขียวเข้มดอกสายหยุดจะออกดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกแบบตามขอต้นโคนก้านใบ และที่ตาซึ่งติดกับลำต้นลักษณะของดอกเมื่อยังตูมอยู่จะเป็นสีเขียว และเมื่อบานจึงจะเป็นสีเหลือง ดอกจะห้อยลง ดอกมีขนาดเล็ก มีกลีบดอก 5-6 กลีบ แบ่งเป็ฯ 2 ชั้น ๆ ละ 3 กลีบ และมีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ กลีบดอกจะบิดงอเช่นเดียวกันกับดอกกระดังงาไทย มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียจำนวนมากอยู่ภายในดอก ดอกจะมีกลิ่นหอมจัดในตอนเช้าตรู่พอสายกลิ่นก็จะค่อย ๆ ลดความหอมลง และจะหมดกลิ่นหอมลงเมื่อใกล้เวลาเที่ยงวัน
ฤดูกาลออกดอก สายหยุดจะออกดอกตลอดปี
การปลุก สายหยุดมีวิธีการปลูก โดยการนำต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด หรือกิ่งที่ได้จากการตอนมาปลูกลงดินหลังปลูกประมาณ 3-4 ปี จึงจะให้ดอก
แหล่งที่มาhttp://flowermanman.blogspot.com/2010/08/blog-post_5200.html